8 ผลไม้ลดความอ้วน ที่สาว ๆ ต้องลิ้มลอง

คุณ สาว ๆ คนไหนที่ปรารถนาจะมีหุ่นเพรียวสวยได้สัดส่วน ก็มักจะเลือกทานผลไม้เป็นของว่าง หรือบางรายก็ทานผลไม้แทนอาหารหลักบางมื้อเลยทีเดียว เพื่อที่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักจะได้ลดลงสมใจ ว่า แต่…จะเลือกทานผลไม้อะไรดีล่ะ ถึงจะช่วยลดความอ้วนได้แบบสบาย ๆ แถมยังอิ่มท้อง วันนี้ เราก็มีผลไม้ 8 ชนิด ที่จะช่วยให้คุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้ไม่ยากมาบอกกัน

แอปเปิ้ล

ผลไม้สีแดง ๆ เขียว ๆ นี้ สามารถช่วยคุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ เพราะแอปเปิ้ลได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้ลดน้ำหนัก เนื่องจากแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์มากมาย เมื่อทานเข้าไปแล้ว จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้องนาน เพราะน้ำตาลฟรักโทสในแอปเปิ้ลจะเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิว

นอกจากนั้นแล้ว แอปเปิ้ลยังให้พลังงานเพียงแค่ 59 แคลอรี จึงไม่ทำให้อ้วน แถมยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะ “เพคติน” ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก มันจึงไปเพิ่มกากใยในอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ จึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยจับคอเลสตอรอล และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ด้วย

ฝรั่ง

สุดยอดผลไม้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีชนิดนี้ ช่วยให้คุณลดความอ้วนได้ไม่ยาก เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แถมยังเคี้ยวเพลินอีกต่างหาก จึงเหมาะกับสาว ๆ ที่อยากกินจุบกินจิบเรื่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้ว วิตามินซีในฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยอีกด้วย

เพราะฉะนั้น หิวครั้งหน้า ก็อย่าลืมคว้าฝรั่งมาทานแทนขนมกรุบกรอบนะคะ อ๊ะ…คำเตือนก็คือ ทานแต่ฝรั่งเปล่า ๆ เท่านั้นนะ อย่าเผลอจิ้มพริกเกลือ พริกน้ำตาล เด็ดขาด เพราะจะทำให้อ้วนได้นะเออ

แตงโม

แตงโมลูกโต ๆ รสหวาน ๆ ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนแต่ประการใด เพราะแตงโม 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 50 แคลอรีเท่านั้น แถมยังให้ไขมันน้อยนิด และยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำถึง 93% ของส่วนประกอบทั้งหมด ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวเลยว่า แตงโม จะทำให้คุณสาว ๆ อ้วนได้ ตรงกันข้าม หากรับประทานแตงโมแทนอาหารมื้อเย็นหนัก ๆ ก็ช่วยลดความอ้วนได้ด้วย แต่ควรทานอย่างพอดี ไม่มากไปนะจ๊ะ ไม่เช่นนั้นท้องไส้จะปั่นป่วนเอาได้ แถมยังต้องเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อย ๆ ด้วย

ส้ม

สาว ๆ หลายคนมักแกะกากส้มออกจนหมด เพื่อให้ทานได้ง่าย ๆ แต่รู้ไหมว่า คุณกำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะกากใยของส้มนั่นแหละคือสิ่งที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้สาว ๆ ได้ โดยกากใยจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว และช่วยทำให้ระบายท้องได้ดี อย่างไรก็ตาม ส้ม เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลไม้ลดความอ้วนชนิดอื่น ๆ ดังนั้น ควรรับประทานแต่พอดีแล้วกันนะ

มะละกอ

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ช่วยขับสารพิษของเสียออกจากร่างกาย แถมยังช่วยกำจัดไขมันต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ด้วย โดยมะละกอมีเอนไซน์ปาเปน ที่จะช่วยย่อยโปรตีน และย่อยอาหาร จึงช่วยลดน้ำหนักได้อีกทางด้วย ส่วนใครที่อยากมีผิวพรรณสวย มะละกอ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสน เพราะมะละกอมีวิตามินซี และเบตาแคโรทีนสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้

แก้วมังกร

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ช่วยให้คุณอิ่มท้องได้ง่าย ๆ ไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่น เพราะแก้วมังกรมีกากใยสูงและแคลอรีต่ำ แถมยังมีรสหวานอร่อย หลาย ๆ คน จึงเลือกรับประทานแก้วมังกรเป็นอาหารเย็น หรือทานรวมกับผักสลัดอื่น ๆ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องห่วงว่าจะความหวานจะไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง

และนอกจากลดน้ำหนักแล้ว ผลพลอยได้จากแก้วมังกรที่คุณสาว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกันก็คือ แก้วมังกรเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น จึงช่วยบำรุงผิวพรรณไปในตัว แถมยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมดีต่อคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรด้วย

กีวี

อีกหนึ่งผลไม้ยอดนิยมของสาว ๆ ที่ปรารถนาจะลดน้ำหนักเลยล่ะ เพราะกีวีเป็นผลไม้ที่มีกากใยมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25% ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและนาน แถมยังมีวิตามินซี และวิตามินอีสูง ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด บำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง และช่วยสลายไขมันในเลือดด้วย ใครที่ชอบทานกีวีจึงได้ประโยชน์จากกีวีแบบหลายเด้งเลย

เกรปฟรุต

สุดยอดผลไม้ไดเอตที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกิน “เกรปฟรุต” ครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างเหลือเชื่อ โดยสามารถลดปริมาณแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีต่อวันเชียวนะ แถมเกรปฟรุตครึ่งลูกก็มีแคลอรีเพียงแค่ 39 แคลอรีเท่านั้นเอง

อยากผอม อยากสวย คุณสาว ๆ ต้องไม่พลาดที่จะลิ้มลองผลไม้ลดน้ำหนัก 8 ชนิดที่เรานำมาฝากกันนะคะ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

50 ไอเดียง่าย ๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

เคยมีคนบอกว่าร่างกายและจิตใจของเราเชื่อมถึงกัน ต่อให้เราป่วยหนัก ถ้ากำลังใจดี อาการของเราก็จะดีขึ้นได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราเครียดมาก ๆ จากที่สุขภาพแข็งแรงดีก็จะกลายเป็นล้มป่วยได้ เพราะฉะนั้นขอแค่เพียงทั้งสุขภาพและอารมณ์ของเราดีแล้ว เราก็จะมีความสุข และเพื่อให้ทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรงอารมณ์ดีตลอดเวลา วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำเอาไอเดียดี ๆ เพื่อเปลี่ยนมุมมองและรูปแบบการใช้ชีวิตมาให้ลองอ่านกันดู

1. ใส่เสื้อผ้าสีสด ๆ

แม้ว่าสีขาวดำจะใช้ได้ดีในทุกโอกาสก็ลองเปลี่ยนมาใส่สีสันสดใสอย่างสีชมพูหรือสีเหลืองดูบ้าง จะช่วยให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมั่นใจขึ้นด้วย ผิดกับการใส่แต่สีขาวดำทุกวันที่ทำให้คุณดูเป็นคนไม่สนุกสนานและน่าเบื่อ

2. วิ่งวันละ 20 นาที

ไม่จำเป็นต้องออกไปวิ่งข้างนอก คุณก็สามารถวิ่งด้วยเครื่องวิ่งที่บ้านได้ แค่วันละ 20 นาทีก็สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้หลายกิโลแคลอรี่แล้ว ที่สำคัญเวลาวิ่งก็ไม่ต้องไปจับราว ปล่อยมือไปตามสบายเลย จะทำให้คุณได้วิ่งเต็มที่มากขึ้น

3. วอร์มร่างกาย

ควรวอร์มร่างกายทุกครั้งก่อนออกกำลังกาย ร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระหนักจนเกินไป เพียงแค่วิธีง่าย ๆ อย่างการเหวี่ยงแขนไปมาก็พอแล้ว

4. ยืนเล่นคอมพิวเตอร์

วิธีแก้อาการปวดหลังปวดไหล่ที่เกิดจากการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์นาน ๆ นั้นแก้ได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณวางคอมพิวเตอร์ให้สูงขึ้น แล้วเปลี่ยนจากนั่งเป็นยืนบ้างก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าหากไม่สามารถยืนได้ เวลาที่รู้สึกเมื่อยก็ควรพัก ปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลุกไปทำอย่างอื่นบ้าง แต่ถ้าผละจากหน้าจอไม่ได้จริง ๆ วิธีสุดท้ายคือเลือกนั่งบนสวิสบอลซึ่งช่วยในการออกกำลังกายไปในตัวแทนการนั่งเก้าอี้ทำงาน

5. ปั่นจักรยานไปเที่ยว

นอกจากจะได้ช่วยโลกลดมลภาวะแล้ว คุณยังได้ช่วยแก้ปัญหารถติด แถมยังได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย

6. เดินขึ้นบันได

ถ้าวันไหนไม่รีบมาก เดินขึ้นบันไดดูบ้างก็ได้ จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวรอขึ้นลิฟท์กับคนอื่น แล้วก็จะได้เป็นการฝึกตัวเองให้ออกกำลังกายวันละเล็กน้อย

7. จอดรถไกล ๆ บ้างก็ได้

ไม่จำเป็นต้องวนหาที่จอดรถหลายรอบเพื่อให้ได้ที่ใกล้ ๆ ยอมขับไปจอดไกล ๆ บ้างก็ได้ จะได้ไม่ต้องคอยแย่งที่กับคนอื่นจนเสียสุขภาพจิต แล้วยังได้เดินออกกำลังกายไปในตัวด้วย

8. เดินสบาย ๆ ดูบ้าง

แทนที่จะรีบร้อนวิ่งตลอดเวลา ลองเดินสบาย ๆ ดูบ้าง สำรวจบรรยากาศรอบข้าง สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แล้วคุณจะได้รู้ว่า ตลอดเวลาที่คุณลืมสนใจสิ่งรอบข้าง คุณพลาดอะไรไปบ้าง

9. หาเพื่อนออกกำลังกาย

คุณจะได้ไม่เหงาและรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้คุณกับเพื่อนสนิทกันมากกว่าเดิมอีกด้วย ดีไม่ดี พอน้ำหนักลดด้วยกันทั้งคู่ จะได้มีเพื่อนไปช้อปปิ้งต่อ

10. ดื่มน้ำเชอร์รี่สด

เวลาที่ปวดเมื่อยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาจากร้านเสมอไป ลองรักษาด้วยวิธีธรรมชาติอย่างการดื่มน้ำเชอร์รี่ดูบ้างก็ได้ เพราะนอกจากจะหวานอร่อยแล้ว สารแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำเชอร์รี่ยังสามารถช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยได้อีกด้วย

11. ทำอาหารกินเองที่บ้าน

จะได้เป็นการพัฒนาฝีมือของตัวเองและประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย นอกจากนี้การทำอาหารกินเองยังช่วยให้คุณไดเอทได้มากขึ้น เพราะจะใส่แต่ส่วนผสมที่ไขมันน้อยอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ ในขณะที่ร้านอาหารบางร้านไม่สามารถทำให้คุณได้

12. ลดของทอดซะ

ของทอดอมน้ำมันเป็นตัวการที่ทำให้อ้วน แถมบางร้านที่ใช้น้ำมันเก่ามาทอดใหม่เรื่อย ๆ ยังทำให้คุณเสียสุขภาพอีกด้วย ทางที่ดี หากอยากทานอะไรกรอบ ๆ ร้อน ๆ ก็ควรเลือกทานแบบที่ย่างหรืออบกรอบแทน
13. ทานผักปลอดสารพิษ

ยาฆ่าแมลงที่ใช้กันเป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าที่คิด ทางที่ดีควรเลือกทานผักปลอดสารพิษไปเสียเลยดีกว่า หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ควรล้างน้ำหลาย ๆ รอบ จนกว่าจะมั่นใจว่าสะอาดแล้วจริง ๆ

14. ทานผลไม้สด

เลือกทานผลไม้สด ๆ แทนน้ำผลไม้ แล้วคุณจะได้สารอาหารมากกว่าแน่นอน เพราะน้ำผลไม้ที่คั้นแล้ววางทิ้งไว้จะทำให้วิตามินบางตัวเสียไปได้ และได้กากใยไม่เท่ากินสด ๆ นอกจากนี้ผลไม้สดยังทานแล้วอิ่มกว่าด้วยนะ

15. หันมาทานป๊อปคอร์น

ถ้าเปรี้ยวปากอยากทานขนมเค็ม ๆ กรอบ ๆ ก็หันมาเลือกทานป๊อปคอร์นแทนมันฝรั่งทอด จะช่วยให้คุณลดปริมาณแคลอรี่ที่กินเข้าไปได้เป็นเท่าตัว

16. ซอสมะเขือเทศก็อร่อยดี

ถ้าอดใจกินมันฝรั่งทอดไม่ได้จริง ๆ ก็กินคู่กับซอสมะเขือเทศแทนที่จะจุ่มชีสกิน อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณทานไขมันน้อยลง

17. องุ่นแช่แข็งอร่อยไม่แพ้ไอติม

ลองเปลี่ยนจากไอติมน้ำตาลเยอะ ๆ ที่ทำให้คุณอ้วนขึ้น มากินองุ่นแช่แข็งดู เพียงแค่เอาองุ่นแช่ทิ้งไว้ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นสัก 1 ชั่วโมง เท่านี้คุณก็จะได้ของหวานอร่อย ๆ ที่อ้วนน้อยกว่าไอติมทานแล้ว

18. ลดน้ำเชื่อม

แทนที่จะทานแพนเค้กราดน้ำเชื่อมเยิ้ม ๆ วางผลไม้สดรสหวานหน่อยอย่างเชอร์รี่ลงบนแพนเค้กแล้วค่อยทานจะดีกว่า นอกจากเชอร์รี่จะให้รสหวานไม่ต่างไปจากน้ำเชื่อม ยังช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกเยอะ

19. ทานข้าวซ้อมมือ

นำข้าวซ้อมมือมาหุงกินแทนข้าวขาว จะช่วยป้องกันคุณจากโรคเหน็บชาได้ นอกจากนี้ข้าวซ้อมมือก็ยังอร่อยไม่แพ้ข้าวขาวอีกด้วย

20. เลือกขนมปังโฮลวีท

เพราะขนมปังโฮลวีทมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์และกากใยอาหารที่ช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ทำให้เราดูดซับพลังงานส่วนเกินน้อยลง จึงดีกับสุขภาพร่างกายมากกว่า เราจึงควรหันมาทานขนมปังโฮลวีทกันให้มากขึ้น และนอกจากขนมปังแล้ว เส้นพาสต้าที่ทานก็ควรเลือกเป็นแบบโฮลวีทด้วย จะได้เป็นการช่วยในการลดน้ำหนักของคุณมากขึ้น

21. พกข้าวกล่องไปทำงาน

การพกอาหารกลางวันไปทานเองจะช่วยให้คุณประหยัดเงินไปได้อีก และยังช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดีขึ้นจากส่วนผสมที่คุณเลือกทานอีกด้วย

22. อย่าอดอาหาร

การลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นวิธีผิด ๆ เพราะคุณไม่มีทางอดไปได้ตลอดชีวิต สุดท้ายก็ต้องกลับมาอ้วนอีกอยู่ดี นอกจากนี้การอดอาหารยังทำให้คุณเหนื่อยเพลียไปทั้งวันอีกด้วย ทานเท่าที่ควรทานอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่า

23. มายองเนสไม่ได้อร่อยที่สุดเสมอไป

ไม่จำเป็นต้องซื้อมายองเนสมาเก็บไว้ที่บ้านอีก เวลาอยากทานมายองเนสให้ใช้มัสตาร์ดแทน เพราะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดีกว่า แถมยังไม่เลี่ยนอีกด้วย

24. อย่าทานเนื้อติดมัน

เบคอนถือเป็นของต้องห้ามสำหรับคนที่กำลังไดเอท แทนที่จะทานเนื้อติดมันที่มีไขมันสูงอย่างเนื้อหมูและเนื้อวัว ควรเปลี่ยนมาทานปลาและไก่แทน

25. กินช้า ๆ

ทานช้า ๆ ให้ได้รับรู้รสอาหารเต็มที่ จะเป็นการช่วยให้คุณอร่อยกับมื้อนั้นมากขึ้น แถมยังทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น จะได้ทานน้อยลงด้วย

26. ไข่ต้มแทนไข่ดาว

ถ้าปกติชอบทานข้าวกะเพราไก่กับไข่ดาวก็เปลี่ยนมาทานกับไข่ต้มดูบ้าง จะได้ไม่ต้องทานอาหารอมน้ำมันโดยไม่จำเป็น

27. เวลากินข้าวอย่าดูทีวี

เลือกทำทีละอย่าง ถ้ารายการโปรดของคุณกำลังฉายอยู่ก็รอให้มันจบแล้วค่อยไปกินที่โต๊ะอาหารเป็นเรื่องเป็นราว เพราะการทานอาหารหน้าจอทีวีจะทำให้คุณเพลินจนทานเยอะขึ้นโดยไม่รู้ตัว

28. ทานข้าวเช้าก่อนออกจากบ้าน

แทนที่จะกดเลื่อนเวลานาฬิกาปลุกออกไปเรื่อย ๆ ลุกออกจากเตียงทันทีแล้วไปหาอาหารเช้าง่าย ๆ ทานดีกว่า จะได้ช่วยให้คุณสดชื่นตื่นเต็มตามากขึ้น

29. ดื่มกาแฟดำ

หันมาดื่มกาแฟดำเข้ม ๆ แทนลาเต้หวาน ๆ จะช่วยให้คุณได้รสชาติความหอมของกาแฟมากขึ้น และยังทำให้คุณทานน้ำตาลน้อยลงอีกด้วย

30. เลือกใช้จานใบเล็ก ๆ

การใช้จานใบใหญ่จะทำให้เราทานมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เปลี่ยนมาใช้จานใบเล็กขนาดสัก 8 – 10 นิ้วก็พอ

31. เทขนมใส่ชาม

ไม่ว่าจะทานขนมขบเคี้ยวหรือซีเรียลก็อย่าทานในห่อหรือกล่องขนมเลย เทใส่ชามเพียงเล็กน้อยแล้วปิดปากถุงไว้ก่อน จะได้ทานเพียงวันละเล็กน้อย ไม่ใช่ทานจนหมด

32. ใช้ตะเกียบทาน

การใช้ตะเกียบคีบแทนการใช้ส้อมจิ้มจะทำให้คุณทานช้าลงและอิ่มเร็วขึ้น แถมยังได้บรรยากาศแบบเอเชียแท้ ๆ ดีด้วย

33. จ่ายตลาดตอนท้องอิ่ม

เวลาที่เราอิ่มท้องเห็นอะไรก็ไม่รู้สึกอยากทานเท่าเวลาปกติ ฉะนั้นควรออกไปซื้ออาหารมาเก็บในเวลานั้นจะได้ไม่ซื้อเยอะจนเกินตัว คุณจะได้มีแต่อาหารที่สดใหม่และทานน้อยลงด้วย

34. จำไว้ว่าความเสียดายเป็นบ่อเกิดของความอ้วน

เวลาที่รู้สึกอิ่มแล้วก็ควรเลิกกินทันที ไม่ควรนั่งกินต่อแล้วอ้างว่าเสียดายของ เพราะการทำแบบนั้นมีแต่จะทำให้คุณอ้วนขึ้นเปล่า ๆ ทางที่ดีควรทำอาหารเพียงมื้อเล็ก ๆ แต่แรก เพื่อไม่ให้ทานเยอะเกินไป

35. งดเครื่องดื่มชูกำลัง

เครื่องดื่มชูกำลังขวดหนึ่งมีน้ำตาลมากพอ ๆ กับโดนัทหกชิ้น ลองคิดดูสิว่าการดื่มเป็นประจำจะทำให้คุณอ้วนขึ้นแค่ไหน ดังนั้น เวลาที่รู้สึกเหนื่อยควรงีบหลักสัก 10 นาทีก็เพียงพอแล้ว

36. ขอบคุณทุกบทเรียนที่เข้ามา

ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้าย จงขอบคุณที่มันเข้ามาในชีวิต เพื่อเปลี่ยนให้คุณเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งมากขึ้น

37. หัดนั่งสมาธิ

เวลาเจอปัญหาหรือรู้สึกเครียด ไม่จำเป็นต้องหาช็อกโกแลตมาทานปลอบใจ ลองนั่งสมาธิดู ปล่อยวางความเครียดทิ้งไปซะ จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นเยอะ

38. เล่นโยคะวันละนิด

สละเวลาเล่นเฟซบุ๊กของคุณมาเล่นโยคะอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อให้รูปร่างดีขึ้น และช่วยให้กับคุณไม่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไปด้วย

39. มีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ

แทนที่จะเก็บความโกรธไว้เรื่อย ๆ จนกว่ามันจะระเบิดแล้วพูดทีเดียว สู้พูดออกมาตามที่คิดแต่แรกดีกว่า คุณจะได้เข้าใจกันมากขึ้น และไม่ต้องเก็บเรื่องต่าง ๆ มาเครียดอยู่ฝ่ายเดียว

40. เขียนบันทึก

การเขียนบันทึกก็เป็นวิธีระบายความเครียดที่ดี แถมยังช่วยให้คุณมีความทรงจำเก่า ๆ ได้เก็บไว้อ่านในอนาคตอีกด้วย

41. ตั้งเสียงนาฬิกาปลุกสนุก ๆ

เลือกเพลงตลก ๆ หรือเพลงสนุก ๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกดีมาใช้ จะได้รู้สึกว่าการตื่นเช้าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อนัก จะลองเอาเพลงประกอบการ์ตูนตลก ๆ มาใช้ก็ไม่เลว

42. ทางเดียวกันไปด้วยกัน

เพื่อนร่วมทางจะช่วยให้การเดินทางน่าเบื่อน้อยลง แถมยังช่วยลดมลพิษกับปัญหารถติดอีกด้วย เพราะฉะนั้นลองหาเพื่อนสักคนนั่งรถไปด้วยกันน่าจะดี

43. เลิกถอนหายใจ

การถอนหายใจนอกจากจะไม่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว ยังพาลให้คนรอบข้างพาลรู้สึกแย่ไปด้วยเปล่า ๆ ฉะนั้นเวลาที่รู้สึกเครียด สูดหายใจเข้าปอดช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกจะดีกว่า จะเป็นการช่วยให้คุณรู้สึกใจเย็นขึ้นด้วย

44. อ่านหนังสือก่อนนอน

การอ่านเป็นการช่วยฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง และช่วยทำให้คุณเป็นคนมีจินตนาการมากขึ้นด้วย ฝึกตัวเองให้อ่านหนังสืออย่างน้อยแค่วันละบทก่อนเข้านอน จะช่วยฝึกให้คุณเป็นคนรักการอ่านมากขึ้น

45. นอนให้เป็นเวลา

ตั้งนาฬิกาเตือนตัวเองให้เข้านอนเวลาเดิมทุกวัน การนอนเป็นเวลาจะช่วยให้คุณพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับอีกด้วย

46. มีอะไรก็ปรึกษาเพื่อน

อย่าเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ระบายให้เพื่อนที่ไว้ใจได้สักคนฟัง คุณจะได้สบายใจมากขึ้น และไม่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว แถมยังอาจได้คำแนะนำดี ๆ จากเพื่อนด้วย

47. ยิ้มบ่อย ๆ

การยิ้มแม้ในเวลาที่ไม่สบายใจจะช่วยให้คุณเป็นคนเข้มแข็งขึ้น เพราะเวลาที่คุณยิ้มและมองโลกในแง่ดี จะช่วยให้สิ่งดี ๆ เข้ามาหาคุณในที่สุด

48. รักตัวเองให้มาก

แทนที่จะโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา ด้วยการต่อว่าตัวเองกับความผิดที่ผ่านมาแล้ว ลองชื่นชมข้อดีของตัวคุณบ้าง คุณจะได้รู้ว่า คุณก็มีค่าไม่แพ้ใคร ๆ บนโลกนี้

49. เลิกหาข้ออ้างให้กับตัวเอง

อย่าอ้างว่าทำไม่ได้ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำ ไม่มีความล้มเหลวอะไรน่ากลัวเท่าการปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

50. โทรหาเพื่อน ๆ บ้าง

คุณกดโทรศัพท์หาเพื่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ส่งข้อความให้น้อยลง แล้วโทรหาเพื่อนให้บ่อยขึ้น เพราะการโทรหากันนั้นทำให้รู้สึกอบอุ่นมีกำลังใจมากกว่าการส่งข้อความหลายเท่าตัว

ลองทำตามนี้ดู แล้วคุณจะได้รู้ว่า เพียงแค่ลองเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันและมุมมองความคิดเล็กน้อยเท่านี้ คุณก็สามารถมีความสุขในทุก ๆ วันได้แล้ว

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

8 เคล็ดลับสร้างความสุขด้วยตัวคุณเอง

หลาย ๆ ครั้งคนเรามักมองหาสิ่งรอบข้างหรือวัตถุต่าง ๆ เพื่อมาสร้างความสุขให้กับตัวเอง จนลืมนึกไปว่า ความสุขมันเริ่มต้นที่ตัวเราเองต่างหาก เพียงแค่คุณลองเปิดใจเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของตัวเองตามเคล็ดลับที่นำมาแนะนำกันนี้ดู ก็สามารถช่วยให้มีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งของอะไรแล้ว ว่าแต่จะมีะไรบ้างนั้น ลองมาอ่านกันดูเลย

1. รักตัวเองให้มาก

กฎพื้นฐานของการมีความสุขคือ คุณจะต้องรักตัวเองก่อน ถึงจะมีความสุขได้ เพราะความสุขจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คุณมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้น ดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อดีและข้อเสียของตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เห็นคุณค่าของตัวเองให้มาก และไม่ว่าใครจะพูดหรือทำอะไรให้คุณรู้สึกไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ จำไว้ให้ดีว่า คุณค่าของคุณขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวคุณเองนั่นแหละ

2. คาดหวังให้น้อยลง

ชีวิตคนเราต้องพบกับความผิดหวังอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เพราะสิ่งไม่คาดฝัน รวมทั้งอุปสรรคจะวนเวียนเข้ามาในชีวิตของเราอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ควรคาดหวังสูงนัก เวลาที่ผิดหวังจะเสียใจจนรับไม่ไหวเปล่า ๆ ควรพยายามคาดหวังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากจะช่วยให้คุณผิดหวังน้อยลงแล้ว เวลาผลที่ออกมาดีกว่าที่คาดหวังไว้ จะยิ่งรู้สึกประทับใจขึ้นอีกด้วย

3. เต็มใจช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา

คิดดูสิว่าโลกเราจะน่าอยู่มากขึ้นแค่ไหนถ้าทุกคนเต็มใจที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่หวังอะไรตอบแทน คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดว่าถ้าคุณช่วยเขาแล้วคุณจะได้อะไร ช่วยแค่เพราะอยากทำอะไรดี ๆ ให้ใครสักคนก็พอแล้ว ลองหวังดีช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลดูบ้าง เชื่อเถอะว่าจะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากกว่าที่คิด

4. ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ควรมองหาข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากมัน เพราะในขณะที่เรื่องดี ๆ ทำให้คุณยิ้มได้และมีกำลังใจจะสู้ชีวิต เรื่องร้าย ๆ ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คุณเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ได้รับ และพยายามหาวิธีไม่ให้ความผิดพลาดเดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำสองจะดีกว่า

5. พยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น

แม้ในหลาย ๆ ครั้งอาจยากที่จะทำใจไม่ให้โมโห เวลาที่มีคนมาทำให้คุณหงุดหงิด อย่างเช่นเวลาที่มีคนขับรถปาดหน้าคุณ แต่ก่อนจะโมโหควรพยายามมองพวกเขาในแง่ดีก่อน เขาอาจมีธุระเร่งรีบจริง ๆ หรือเจอเรื่องแย่ ๆ มาทั้งวันแล้วก็ได้ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง คุณจะได้รู้สึกโกรธให้น้อยลง และเห็นใจคนอื่นให้มากขึ้น

6. กล้าที่จะลองอะไรใหม่ ๆ

ลองทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อให้ชีวิตมีสีสันดูบ้าง ด้วยการตอบรับเรื่องท้าทายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามาในชีวิตทุก ๆ วัน เช่น ลองไปโดดบันจี้จัมพ์ หรือทักคนแปลกหน้าทั้ง ๆ ที่คุณเป็นคนขี้อายดูบ้าง วิธีนี้จะทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากน่าเบื่ออย่างที่เคย และยังช่วยให้คุณได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอีกด้วย

7. รู้จักใช้วิธีหว่านล้อม

คุณควรเรียนรู้ว่าการพูดจาดี ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการนั้น ได้ผลชะงัดกว่าการเร่งรัดพูดเสียงแข็งหรือใช้กำลังเป็นไหน ๆ ไม่มีใครชอบถูกบังคับหรอก หากคุณคอยบ่นว่า เพื่อให้ใคร ๆ ทำอย่างที่คุณคิด ก็มีแต่จะทำให้พวกเขารำคาญและคอยหลีกหนีคุณเปล่า ๆ แถมยังทำให้พวกเขารู้สึกกดดันตลอดเวลาอีกด้วย ในทางกลับกัน หากคุณค่อย ๆ อธิบายด้วยเหตุผลดี ๆ พวกเขาก็จะเต็มใจรับฟังคุณมากขึ้น และยังไม่ทำให้คุณต้องคอยบ่นจนเสียสุขภาพจิตอีกด้วย

8. ลองนั่งเงียบ ๆ คนเดียวดูบ้าง

หาเวลาหลีกหนีความวุ่นวายต่าง ๆ มาใช้เวลากับตัวเองดูบ้าง ใช้เวลานี้คิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้งความรู้สึกผิด หรือเรื่องเสียใจหลาย ๆ เรื่อง แล้วพยายามปล่อยวางให้มาก เรียนรู้จากมันก็พอ แต่อย่าให้เรื่องร้าย ๆ ตามมาหลอกหลอนคุณไปตลอดชีวิต อาจลองนั่งสมาธิดูก็ได้ จะได้ช่วยให้คุณรู้สึกสงบมากขึ้น และคิดฟุ้งซ่านน้อยลง

จำไว้ว่าอย่าให้สิ่งรอบข้างมาทำลายความสุขของคุณได้ ไม่ว่าอย่างไรความสุขของคุณเองก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิของคุณคนเดียวเท่านั้นแหละ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

การวิจัยในชั้นเรียน ไม่ยากอย่างที่คิด

มีหลายท่านเมื่อพูดถึงคำว่า “วิจัย”  ภาพของเอกสารหรือตำราเล่มหนาๆ โตๆ และสถิติที่ยุ่งยากผุดขึ้นในใจ “มีประโยชน์มากมายแต่ทำได้ยากเหลือเกิน เปรียบเหมือนยาขมที่ครูจำเป็นต้องรับประทาน” ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยในชั้นเรียนนั้น ไม่ยากย่างที่คิด

ความแตกต่างของการวิจัยในชั้นเรียนกับการ วิจัยทั่วไป

การวิจัยเป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เป็นระบบโดยใช้กระบวนการทางวิทยา ศาสตร์ ซึ่งการวิจัยประเภทใดก็ตามจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ไม่แตกต่างกันคือ

การกำหนดปัญหาการวิจัย

การแสวงหาสู่ทางแก้ปัญหา

         การใช้วิธีการต่างๆ แก้ปัญหา

         การบันทึกและการปฏิบัติการแก้ปัญหา

         การสรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหา

         สำหรับ การวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนการ ดำเนินงานเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป แต่ต่างกันที่การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาการ เรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่การมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาหรือขยายองค์ความรู้ในศาสตร์ของตน เอง (ซึ่งหากครูสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการ ศึกษา) ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำวิจัยไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอนไม่แยกส่วนออกจากกัน นอกจากนั้นการวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบการดำเนินงานหรือรูปแบบการเขียน รายงานวิจัยที่เป็นทางการมากนัก อาจจะทำเป็นวิจัยง่ายๆ 4-5 หน้า หรือจะทำเป็นงานวิจัย 5 บท ก็ได้เช่นกัน

กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน

กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนที่จะนำเสนอนี้ หากท่านลองฝึกคิดและทำตามไปทีละขั้นเชื่อมั่นว่าท่านจะได้งานวิจัย 1

1. เลือกปัญหาการวิจัย

2.  ปัญหาที่นำมาใช้ในการวิจัยพิจารณาได้จาก
          * ปัญหาที่เกิดกับตัวนักเรียน อาจจะเป็นปัญหาพฤติกรรมหรือปัญหาการเรียนรู้ ซึ่งครูสามารถค้นหาปัญหาเหล่านี้จากบันทึกท้ายแผนการสอน บันทึกผลการเรียน พอร์ตโฟลิโอ การสังเกต การพูดคุยกับเพื่อนครู ฯลฯ

* ปัญหาที่เกิดระหว่างการจัดการ เรียน การสอน อาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม กระบวนการสอนของครู หรือการวัดประเมินผล เป็นต้น

* ปัญหาจากความต้องการของครูที่จะ พัฒนาคุณภาพการสอนให้ดียิ่งขึ้น

ในขั้นนี้ท่านอาจจะพบปัญหาหลายปัญหาซึ่ง ในการเลือกปัญหามาทำวิจัยนั้นควรเป็นปัญหาที่มีความสำคัญส่งผลต่อการเรียน รู้และความสำเร็จของนักเรียน เป็นปัญหาที่มีความต่อเนื่องคือถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนในเรื่องอื่นๆ ตามมา เป็นปัญหาที่วิธีการเดิมๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือครูสามารถดำเนินการวิจัยได้ด้วยตนเอง

3. วิเคราะห์สภาพปัญหา

    ปัญหาที่เลือกว่าจะนำมาทำวิจัย ครูจะต้องศึกษาสภาพให้ละเอียดลงไปอีกว่ามีสภาพปัญหาอย่างไรบ้าง ปัญหาเกิดขึ้นกับเด็กทั้งชั้น หรือเด็กส่วนใหญ่หรือเด็กบางคน

 ตัวอย่าง ครูคณิตศาสตร์พบว่านักเรียนชั้น ม.2/4 จำนวน 30 คน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยในเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ 12.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาเป็น ดังนี้

ลักษณะปัญหา จำนวนนักเรียน (30 คน)
— มีปัญหาเล็กน้อยในบางครั้ง 15
– – วิเคราะห์โจทย์ไม่ถูกต้อง 8
– – คิดคำนวณไม่ถูกต้อง 5
– – วิเคราะห์โจทย์และคำนวณไม่ถูกต้อง 2

 

4. วิเคราะห์สาเหตุของ ปัญหา

      ในการวิเคราะห์ควรพิจารณาให้รอบด้านเพื่อทราบสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เช่น สาเหตุอาจมาจากตัวนักเรียนเอง ผู้สอน เพื่อน ผู้ปกครอง สภาพครอบครัว เป็นต้น วิธีการที่จะค้นหาสาเหตุ คือ ใช้การสังเกต พูดคุยกับนักเรียน ดูจากผลงานของนักเรียน ใช้การทดสอบ การสอบถามพูดคุยกับเพื่อนครู ผู้ปกครอง ฯลฯ

จากตัวอย่างในข้อ 2 เมื่อวิเคราะห์แล้ว พบว่าสาเหตุอาจมาจากนักเรียนอ่านภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ไม่คล่อง นักเรียนได้รับการฝึกฝนไม่เพียงพอหรือการสอนของครูทำให้นักเรียนไม่สนใจการ เรียนรู้ เป็นต้น

5. หาแนวทางแก้ปัญหาหรือ พัฒนาการเรียนรู้

      จากสภาพปัญหาครูจะทราบว่าการทำวิจัยมีเป้าหมายอะไร กล่าวคือ ถ้าเป็นการวิจัยเพื่อมุ่งพัฒนาการเรียนรู้ ถ้าวิจัยเพื่อมุ่งแก้ปัญหาของนักเรียนบางคน หรือบางกลุ่มจัดเป็นการวิจัยแก้ปัญหา จากตัวอย่างในข้อ 2 อาจจะทำวิจัยในชั้นเรียนได้ 2 เรื่อง คือ วิจัยพัฒนาการเรียนรู้ของชั้นเรียน เนื่องจากมีผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยต่ำ หรือวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้แก่นักเรียน 2 คน ที่มีปัญหาการเรียนรู้ค่อนข้างมาก ซึ่งวิธีการที่ใช้ในแต่ละเป้าหมายอาจจะแตกต่างกัน ในการหาแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถใช้การสังเกตแล้วเชื่อมโยงกับปัญหาและสาเหตุของปัญหา เช่น สังเกตว่าเวลาที่นักเรียนไปเรียนนอกห้องเรียนแล้วมีความสุข ครูอาจจะใช้วิธีเรียนคณิตศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้แก้ปัญหานักเรียนไม่สนใจ เรียนรู้ เป็นต้น หรืออาจจะหาแนวทางจากการศึกษางานวิจัยของผู้อื่นแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม กับนักเรียน

6. กำหนดชื่อเรื่องวิจัย คำถามวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย

      เพื่อเป็นการกำหนดเข็มทิศนำทางในการดำเนินการวิจัย จึงต้องกำหนดชื่อเรื่องวิจัน คำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย โดยมีหลักการ ดังนี้

ชื่อเรื่องวิจัย ระบุให้ชัดถึงเรื่องที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย และวิธีที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนา เช่น

* ผลของการจัดกระบวนการเรียนรู้โย ใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และความ สนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4

* การแก้ปัญหาพื้นฐานความรู้ด้าน การอ่านภาษาไทยและทักษะการคำนวณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4

คำถามวิจัย กำหนดคำถามนำทางพื่อให้การดำเนินงานสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการคำถาม วิจัยกำหนดได้มากกว่า 1 ข้อ เช่น

* การเสริมพื้นฐานความรู้ทางด้าน การอ่านภาษาไทยและทักษะการคำนวณอย่างเป็นระบบทำได้อย่างไร

* นักเรียนมีปฏิกิริยาต่อการเข้า ร่วมกิจกรรมเสริมความรู้พื้นฐานอย่างเป็นระบบนอกเวลาเรียนอย่างไร

* การเสริมพื้นฐานความรู้อย่างเป็น ระบบสามารถส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และความสนใจใน การเรียนรู้ของนักเรียนมากน้อยเพียงใด และอย่างไร

วัตถุ ประสงค์การวิจัย กำหนดให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องวิจัยว่าต้องการทำวิจัยเพื่ออะไร เช่น

* เพื่อพัฒนากระบวนการเสริมพื้นฐาน ความรู้ทางด้านการอ่านภาษาไทยและทักษะการคำนวณอย่างเป็นระบบ

* เพื่อแก้ปัญหานักเรียนจำนวน 2 คน ที่ขาดความรู้พื้นฐานทางด้านการอ่านภาษาไทยและทักษะการคำนวณโดยใช้กระบวนการ เสริมพื้นฐานความรู้อย่างเป็นระบบ

* เพื่อศึกษาผลการแก้ปัญหานักเรียน จำนวน 2 คน ที่ขาดความรู้พื้นฐานทางด้านการอ่านภาษาไทยและทักษะการคำนวณโดยใช้กระบวนการ เสริมพื้นฐานความรู้อย่างเป็นระบบ

7. วางแผนการดำเนินการแก้ ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้

      ในการวางแผนจะต้องเขียนให้ สามารถมองเห็นภาพของการดำเนินงานอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะระบุประเด็นต่อไปนี้

* เครื่องมือในการวิจัย โดยระบุทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ เช่น แผนการสอน แผนการแก้ปัญหาโดยการสอน ซ่อมเสริม เป็นต้น และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ เป็นต้น สำหรับการทำวิจัยในชั้นเรียนไม่จำเป็นต้องหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ

* การเก็บรวบรวมข้อมูล ให้ระบุว่าจะใช้เครื่องมือใดเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเวลาใด และเก็บอย่างไร

8. ลงมือปฏิบัติตามแผน เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล

      ในขั้นที่ 1-6 เป็นโครงร่างของการวิจัย จากนั้นดำเนินการตามแผน และเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่กำหนดไว้ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องมีสถิติเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการวิจัยในชั้นเรียนส่วนใหญ่ใช้การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับค่า t-test ใช้กับการทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างแล้วอ้างอิงไปถึงประชากร ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนซึ่งเป็นการกระทำกับประชากรอยู่แล้วจึงไม่ควรนำ t-test มาใช้

9. การสรุปและอภิปรายผล การวิจัย

      การสรุปผลการวิจัยจะต้องสรุปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาจจะในรูปตาราง แผนภูมิ แผนภาพ หรือเขียนบรรยาย ส่วนการอภิปรายผลเป็นการกล่าวว่าผลจากการวิจัยเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือ ไม่ เพราะเหตุใด สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้อื่นทำไว้หรือไม่ หรือผู้วิจัยมีแนวคิดอะไรเพิ่มเติมจากการทำวิจัยในครั้งนี้บ้าง

การ เขียนรายงานวิจัยในชั้นเรียน

การเขียนรายงานวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบที่เป็นทางการเหมือนการวิจัยทั่ว ไป ดังนั้นอาจจะเขียนบรรยายตามหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้น หรือจะใช้รูปแบบที่เป็นทางการตามความคุ้นเคยก็ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าการวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการที่ดำเนินงานไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอน มีขั้นตอนสำคัญๆ เหมือนกับการวิจัยทั่วไป แต่ไม่มีรูปแบบที่เป็นทางการ และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพียงสถิติที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ทราบอย่างนี้แล้วคุณครูคงไม่ต้องวิตกกังวลกับการทำวิจัยในชั้นเรียนอีกต่อไป

 

ที่มาจาก

โดย : รัตนา แสงบัวเผื่อน
แหล่ง ที่มา : http://www.myfirstbrain.com

ลิขสิทธิ์การสอน

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่มีบทบัญญัติที่คุ้มครองการสอนของครู/อาจารย์ที่ทำการสอน เว้นแต่ถ้าครู หรืออาจารย์ผลิตสื่อการสอนในรูปของโสตทัศนวัสดุ หรือ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง รวมทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงจะคุ้มครอง สำหรับการสอนสด ๆ ในห้องเรียนของครูจึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์

แต่ ถ้าเป็น “นักแสดง” ตาม ความหมายในบทบัญญัติในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมายความว่า “ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และ ผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด” บุคคลเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง

ใน มาตรา 45 ได้บัญญัติไว้ว่า “ผู้ ใดนำสิ่งบันทึกเสียงการแสดงซึ่งได้นำออกเผยแพร่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการ ค้าแล้ว หรือนำสำเนาของงานนั้นไปแพร่เสียงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยตรง ให้ผู้นั้นจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่นักแสดง….”

การสอนไม่ใช่การแสดง

ในเมื่อการสอน ไม่ใช่การแสดง และผู้สอน ไม่เป็นผู้แสดงตามความหมายของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ดังนั้นเมื่อมีการบันทึกเสียง บันทึกภาพ และวีดิทัศน์ ที่ครู/อาจารย์กำลังสอนอยู่ในชั้นเรียน แล้วนำไปเผยแพร่จึงไม่อาจเข้าข่ายได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่อาจได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายอาญา หรือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งต้องนำมาปรับใช้กับพฤติการณ์ของการกระทำในแต่ละกรณี หรือ การใช้ระเบียบ ข้อบังคับ ของแต่ละประเภทของสถานศึกษามาบังคับใช้ เนื่องจากยังไม่มีกฏหมายโดยตรงที่ให้สิทธิของครู/อาจารย์หรือผู้สอนมีสิทธิ์ แต่ผู้เดียวในการกระทำอันเกี่ยวกับการสอนของตนในการเผยแพร่ บันทึก ทำซ้ำ

ใน บางสถานศึกษานั้นการบันทึกการสอนของครู/อาจารย์ด้วยเครื่องบันทึกภาพและ เสียงเป็นสิ่งที่เป็นปกติวิสัย เช่น ในมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดจำนวนรับ หรือมีลักษณะของการดำเนินการของมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา แต่ในโรงเรียน วิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัยทั่วไปที่มีชั้นเรียนและมีครู/อาจารย์สอนในแต่ละรายวิชานั้นการ จดบันทึกบนกระดาษหรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บันทึกด้วยภาษาของตนเองเป็นสิ่ง ปกติวิสัยในระบบการเรียนการสอน แต่การบันทึกด้วยเครื่องบันทึกเสียง และวีดิทัศน์ ไม่เป็นสิ่งปกติวิสัยในการเรียนการสอน

แต่อย่างไรก็ตาม โดยสามัญสำนึกแล้ว การจะบันทึกด้วยเครื่องมือบันทึกภาพและเสียงหรือวีดิทัศน์ในสิ่งที่ ครู/อาจารย์สอนในชั้นเรียนนั้นต้องขออนุญาตจากผู้สอน ถ้าผู้สอนไม่อนุญาตก็ไม่ควรบันทึก การลักลอบบันทึกโดยที่ครู/อาจารย์ไม่ทราบและไม่อนุญาตนั้นเป็นการฝ่าฝืน ครู/อาจารย์มีอำนาจลงโทษได้ตามข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งและแต่ละระดับ

นอก จากการบันทึกการสอนของครู/อาจารย์โดยผู้เรียนแล้ว สถานศึกษาและหน่วยงานในสถานศึกษาบางแห่งยังมีการชักชวนให้ครู/อาจารย์ให้มี การบันทึกวีดิทัศน์การสอนของอาจารย์เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้เรียน หรือผู้สนใจและนำขึ้นเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตให้ผู้สนใจเข้ามาโหลดไปได้ฟรี อีกด้วย

ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการทำให้ผลงานการสอนของอาจารย์ผู้นั้น เป็นของสาธารณะ หรือ เป็น “Public domain” ซึ่ง จะไม่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ แต่อย่างใด ผลงานต่าง ๆ ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตโดยส่วนมากแล้วเป็น Public domain และไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธ์ เว้นแต่จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจนและมีการป้องกันการทำสำเนาหรือนำไปใช้ไว้ พอสมควร

การสอนที่มีราคา

การ สอนของครู/อาจารย์นั้นเป็นความสามารถส่วนตัวที่สั่งสมมาด้วยความอุตสาหะ การสอนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีการศึกษาทั้งภาคทฤษฎีการสอน การเรียนรู้ และมีการฝึกฝนจนชำนาญ ผู้ที่ทำการสอนมานานย่อมมีประสบการณ์ในการสอนสูง สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างแยบคาย กลวิธีการสอนจึงเป็นความสามารถ เป็นการใช้ศาสตร์และศิลป์ หรือสมรรถนะเฉพาะตัวของครู/อาจารย์ที่ทำการสอนแต่ละท่าน การสอนของครู/อาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้สอน” เหล่านั้นมีคุณค่าและควรได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายและให้มีค่าตอบแทนให้กับ ”ผู้สอน” ที่เป็นธรรม ซึ่งสมควรได้รับไม่แตกต่างจาก “นักแสดง”

ใน โรงเรียนกวดวิชา หรือโรงเรียนที่ทำการสอนพิเศษ หรือติวเข้มให้กับผู้เรียน จะมีครู/อาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าง รวดเร็ว และสร้างความประทับใจให้กับผู้เรียนอย่างมาก จึงมีผู้นิยมมาเรียนและยินดีจ่ายค่าเรียนในราคาสูงเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ ต้องการ การสอนจึงมีราคาและไม่ได้มาฟรี ๆ ดังนั้นการบันทึกวีดิทัศน์การสอนของครู/อาจารย์ในห้องเรียนเพื่อเผยแพร่ฟรี ทางอินเตอร์เน็ต โดยหวังว่าจะให้เป็นวิทยาทานนั้น จึงควรมีการทบทวนหลักการ กระบวนการ วิธีการ และผลกระทบอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบกับความรู้สึกและการละเมิดสิทธิ์ของ ครู/อาจารย์เหล่านั้น

ตรงข้ามกับครู/อาจารย์ในสถานศึกษาบางท่านที่ทำ การสอนตามหน้าที่ ไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และไม่สร้างความประทับใจในการเรียนให้กับผู้เรียน เพราะสิ่งที่เรียนไม่ตรงกับความอยากรู้ หรือความต้องการของผู้เรียนในการสอบเพื่อแข่งขันกันเข้าเรียนต่อ การสอนของครู/อาจารย์เหล่านั้นก็ไม่มีคนสนใจจะนำไปเผยแพร่เช่นกัน

ลิขสิทธ์สื่อการสอนกวดวิชา

โรงเรียน กวดวิชามีการสอนที่ผู้เรียนต้องการ เป็นการสอนมีราคา และมีลิขสิทธ์สื่อการสอน ที่ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 คุ้มครอง รวมทั้งมีมาตรการป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ์อย่างดีจากโรงเรียนหรือ สถาบันกวดวิชาทุกแห่ง เพราะคุณค่าของสื่อการสอนและวิธีการสอนในโรงเรียนกวดวิชานั้นเป็นเครื่องมือ สำหรับการดำเนินธุรกิจการกวดวิชา

การกล่าวอ้างถึงการกวดวิชาว่าเป็น สิ่งที่แสดงถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาทั้งระบบ และใช้เป็นเหตุผลในการกล้าวอ้างเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในครั้งแรก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้การกวดวิชาลดลงไปได้ ในทางตรงข้ามกลับทำให้มีการกวดวิชาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม และในการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2 ที่กำลังจะดำเนินการนี้ ก็ยังมีการนำความคิดการกำจัดการกวดวิชา หรือโรงเรียนกวดวิชามาใช้เป็นเป้าหมายหรือเหตุผลของการปฏิรูปอีกครั้ง

วิธี การที่เหมาะสมจึงควรส่งเสริมคุณภาพการสอนในระบบโรงเรียนให้ดี ให้มีการพัฒนาสื่อการสอน วิธีการสอน หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงคุณภาพการสอน โดยไม่ต้องหาทางลดจำนวนหรือจำกัดโรงเรียนกวดวิชา เพราะประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพของคนให้มีความรู้นั้น ไม่ว่าจะทำโดยระบบโรงเรียนหรือโรงเรียนกวดวิชาก็เกิดประโยชน์กับพลเมืองของ ชาติอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงการจะดำเนินการให้โรงเรียน กวดวิชานำสื่อการสอนของตนเผยแพร่ หรือนำออกจำหน่ายสู่สาธารณะด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถทำให้จำนวนของโรงเรียนกวดวิชาลดลงได้พอสมควร และลดการเดินทางของผู้เรียน ให้สามารถเรียนได้ด้วยตนเองที่บ้าน แต่สื่อการสอนต่าง ๆ ทั้งในรูปของวีดิทัศน์ที่มีการใช้สอนในโรงเรียนกวดวิชานั้นได้รับการคุ้ม ครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ผู้ใดจะนำไปคัดลอก ทำซ้ำ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องได้รับโทษตามบท บัญญัติของกฎหมาย

การไปเรียนรวมกันของผู้เรียนเพื่อกวดวิชานั้นยัง เป็นความต้องการทางสังคมของผู้เรียนที่ต้องการปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มผู้มี ความสนใจ ความหวัง และวัยเดียวกันอีกด้วย การมีความคิดเชิงลบกับการกวดวิชาและมองโรงเรียนกวดวิชาเป็นสิ่งไม่ดี ต้องมีการควบคุมอย่างเคร่งครัดหรือจำกัดจำนวนโรงเรียนกวดวิชา ถ้าผู้ที่มีบทบาทในการปฏิรูปการศึกษามีความคิดลักษณะนี้ เป็นการคิดที่ไม่อยู่บนฐานของความเป็นจริง และ อาจขัดกับหลักการใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ อีกด้วย

กิจกรรมการกวดวิชาหรือการสอนเสริม เรียนพิเศษ หรือติวเข้มนั้นให้ผลดีกับผู้เรียนมากกว่าผลเสีย และสามารถสร้างกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อการกวดวิชาขึ้นได้เสมอตราบที่ยังมีผู้ต้องการกวดวิชาและต้องการเรียน รู้ การกวดวิชานอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียนเพื่อการสอบแข่งขัน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วในรายวิชาหรือเนื้อหาที่สถานศึกษาที่ ผู้สอนไม่สามารถให้ความรู้ความเข้าใจได้ดีเท่ากับครู/อาจารย์ที่สอนใน โรงเรียนกวดวิชา นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้อาชีพการสอน หรือ ”อาชีพครู” เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้มีความสามารถในการสอนได้ไม่น้อยกว่า อาชีพอื่น ๆ สมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จึงจะทำการสอนหรือประกอบอาชีพนี้ได้

ที่มาจาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ แห่งชาติปีนี้จัดยิ่งใหญ่

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จับมือ 60 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปีนี้อย่างยิ่งใหญ่ เตรียมกิจกรรมน่าสนใจรองรับผู้เข้าชมงานได้ถึง 2 ล้านคน

นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงข่าวยืนยันความพร้อมการจัดมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำ ปี 2553 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์” ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 7-22 สิงหาคมนี้ว่า เป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดถึง 16 วัน ใช้พื้นที่มากที่สุดกว่า 40,000 ตารางเมตร และเป็นงานใหญ่ที่สุดที่รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมของไทยมาจัดแสดง ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น วิกฤติโลกผ่านสถานการณ์จำลองให้ผู้เข้าชมงานได้อพยพหนีภัยพิบัติขึ้นเรือกู้ ภัยด้วยเทคนิคเสมือนจริงระบบ 4 มิติ นิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพที่ยกสวนผีเสื้อและป่าใหญ่มาไว้ในงาน นิทรรศการแสงและเลเซอร์ฉลอง 50 ปีการค้นพบแสงเลเซอร์ หุ่นยนต์รูปแบบต่างๆ นิทรรศการนิติวิทยาศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก และนิทรรศการเรื่องเสือจากจีน ซึ่งจะมีเสือจริงจากสวนสัตว์ศรีราชามาจัดแสดงในงานด้วย การจัดงานปีนี้ยังคงเน้นกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสของจริงและเรียน รู้กิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยล่าสุดมียอดจองเข้าชมงานแล้วกว่า 600,000 คน คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าชมงาน 1-2 ล้านคน.-สำนักข่าวไทย

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

รีวิว : Biohazard Darkside Chronicle

 Biohazard Darkside Chronicle คืออีกหนึ่งความพยายามของ Capcom ในการนำซีรี่ส์ไบโอมาสู่เครื่อง Wii ในรูปแบบที่น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับ Wii Mote หลังจากที่ภาคแรก Umbrella Chronicle ประสบความสำเร็จเกินคาดด้วยยอดขายหลักล้าน ทำให้ภาคนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในส่วนของทุนสร้าง, การออกแบบการเล่น และองค์ประกอบอื่นๆ

สำหรับภาคที่สองในซีรี่ส์ Chronicle ภาคนี้ แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือเนื้อเรื่องเก่าอย่างภาค 2 และ Code Veronica กับเนื้อเรื่องใหม่ Operation Javier ซึ่งเนื้อเรื่องได้แบ่งออกเป็นตามลำดับดังนี้

Operation Javier 1
Biohazard 2
Operation Javier 2
Biohazard Code Veronica
Operation Javier 3

สิ่งนึงที่แตกต่างจากภาค Umbrella Chronicle อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือการออกแบบใหม่ ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่อง, เหตุการณ์, ดนตรีประกอบ, หรือแม้แต่กราฟฟิค ที่ได้รับการสรรสร้างขึ้นมาใหม่ ในขณะที่ภาคก่อนเลือกที่จะใช้การ Recycle กราฟฟิคบางส่วน ทำให้ภาค Dark Chronicle ภาคนี้มีความลงตัวมากขึ้นเพราะเหตุการณ์ในเกมไม่ได้จำเป็นต้องไปเป็นตามฉาก ที่ถูกนำมาใช้ใหม่ แต่เป็นการเลือกที่จะเล่าในส่วนที่ทางทีมงานต้องการจะเล่าจริงๆ

ความประทับใจของการเล่นเกมนี้ขอเล่าแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเนื้อเรื่องเก่า ที่เรียกได้ว่าแฟนๆไบโอต้องชอบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองภาคที่มีบรรยากาศเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุด สำหรับภาคสองเนื้อเรื่องหลักเน้นไปที่การเล่นคู่กันของแคลร์และลีออน โดยการพบกับตัวละครเสริมระหว่างทางอย่าง Ada, Sherry, Ben, Brian และ Annete นั้นจะเจอพร้อมกัน เป็นการนำเนื้อเรื่องทั้ง 4 แบบของไบโอ 2 มาเล่าใหม่ในเวอร์ชั่นเนื้อเรื่องเดียวไม่แยกตัวละคร มุมมองหลักของภาคนี้มองผ่านมุมมองของแคลร์เป็นหลัก เนื้อเรื่องของเกมภาคนี้เรียกได้ว่าถูกตัดไปเยอะมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงส่วนสำคัญๆไว้ครบ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Lord of Arcana เกมใหม่ของ PSP

เห็นเกมสไตล์นี้เป็นที่นิยม ทาง Square-Enix ก็เลยเอากับเขาบ้าง ประกาศเกม Lord of Arcana เกมแอคชั่นต่อสู้แนวแฟนตาซีแบบยุคโบราณ ในโลกที่มีชื่อว่า Horodean ที่มีพลังจากหิน Arcana ปกป้องโลกเอาไว้ และผู้เล่นจะรับบทเป็น Slayer นักล่าผู้ได้รับพลังไปปราบเหล่าปีศาจและมอนสเตอร์ โดยมีระบบการเล่นคล้ายๆกับเกม Monster Hunter และ God Eater ที่ออกมาให้เล่นไปก่อนหน้านี้ คือเน้นแอคชั่นต่อสู้ และร่วมมือกับเพื่อนๆทั้งหมด 4 คน ต่อสู้กับเหล่าปีศาจตัวใหญ่เบ้ง

เกม Lord of Arcana นี้ก็ได้ทางคุณ Tetsuya Nomura มาช่วยทำหน้าที่ออกแบบตัวละครและกำกับการสร้างให้อีกเช่นเคย ไม่รู้ว่าเขามีร่างแยกกี่ร่าง ถึงทำเกมได้หลายๆเกมพร้อมกันแบบนี้ ส่วนระบบการเล่นนั้นถ้าใครเคยเล่น Monster Hunter มาแล้วก็จะทำความเข้าใจเกมนี้ได้ไม่ยาก มันเป็นต่อสู้แนว Action ที่ผู้เล่นจะต้องไปต่อสู้กับมอนสเตอร์แบบต่างๆในเกม และหาไอเท็มจากตามฉากหรือจากตัวมอนสเตอร์ มาใช้ในการสร้างอาวุธและชุดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาให้ตัวละครเก่งมากขึ้น โดยผู้เล่นจะเลือกเล่นคนเดียว หรือจะต่อ Lan เล่นกับเพื่อน 4 คนพร้อมกันด้วย Adhoc ก็ได้

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

ประธานค่ายเกมคนไหน… รวยสุด!!

มีการจัดลำดับยอดเงินในบัญชีของบรรดา CEO ผู้เป็นใหญ่เป็นโตของแต่ละค่ายเกมมาเปรียบเทียบกันดู ว่าใครมีเงินในบัญชีเยอะมากที่สุด โดยการจัดลำดับยอดเงินในบัญชีนี้เป็นยอดเงินในบัญชีของธนาคารในประเทศ ญี่ปุ่นเท่านั้น นั่นหมายความว่านี่ยังไม่ใช่เงินในบัญชีทั้งหมดของท่าน CEO คนนั้นๆ เพราะเขาอาจจะมีบัญชีเงินเก็บไว้ต่างประเทศอื่นๆอีกก็ได้ ว่าแล้วก็ลองมาดูกันหน่อยว่า CEO ค่ายเกมท่านไหนมีเงินเก็บในญี่ปุ่นมากที่สุด

Howard Stringer: Sony Corp ประธานใหญ่ของโซนี่ ลุงแว่นประธานโซนี่ที่ขายทั้ง PS3 และทีวี 3D บราเวีย ติดอันดับเงินเยอะสุด
¥410 ล้านเยน (US$4.6 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 161 ล้านบาท)

Hajime Satomi: Sega Sammy Holdings ประธานใหญ่ของ SEGA Sammy เลิกทำเครื่องเกม หันมาขายแผ่นเลยรวยขึ้นๆ
¥400 ล้านเยน ($4.5 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 157 ล้านบาท)

Yoichi Wada: Square Enix Holdings ประธานค่ายเหลี่ยม Square-Enix ช่วงนี้เค็มเป็นพิเศษ เงินเก็บก็เลยมากพอควร (คำว่า Exclusive มันคืออะไรเหรอ)
¥204 ล้านเยน ($2.3 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 80 ล้านบาท)

Satoru Iwata: Nintendo ท่านประธานของนินเทนโด ที่น่าจะรวยที่สุด แต่เก็บเงินในญี่ปุ่นไว้แค่นี้เอง
¥187 ล้านเยน ($2.09 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 73 ล้านบาท)

Kazunori Ueno: Namco Bandai Holdings ประธานใหญ่ของ Namco Bandai คนนี้ก็น่าจะรวย เพราะขายทั้งเกมและการ์ตูน ต้องมีเงินซุกไว้ที่อื่นอีกแน่ๆ
¥100 ล้านเยน ($1.12 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 39 ล้านบาท)

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

The Sims 3 Fast Lane Stuff Pack

ถึง จะไม่ถี่แบบซิมส์สองแต่

The Sims 3

ก็ยังมีแผ่นเสริมรูปแบบต่างๆทำออกมาขายดูดเงินแฟนๆได้เรื่อยๆ ล่าสุดกับ

The Sims 3 Fast Lane Stuff Pack

เป็นแผ่นเสริมแบบแพคไอเท็มพิเศษ (ไม่ใช่ Expansion) ซึ่งเป็นแพคเพิ่มไอเท็มจำพวกรถยนต์ใหม่ๆ ให้กับชาวซิมส์ได้เลือกซื้อมาใช้ ซึ่งจะมีรถเหมาะสำหรับ lifestyle ของคุณให้เลือกซื้อ 4 แบบใหญ่ๆคือ racing รถสปอร์ตเน้นความแรงและเท่ห์, intrigue แบบรถสวยงามเด่นสะดุดตา, rockabilly รถแบบฮาร์ดคอร์ของคนพันธุ์ร็อค และ classic luxury รถโบราณแบบคลาสสิค

โดย นอกจากชาวซิมส์นั้นจะเลือกรถที่ชื่นชอบแล้ว ตัวเกมยังจัดชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ให้เข้ากับความชื่นชอบรถในแต่ละสไตล์ของคุณอีกด้วย อย่างเช่นถ้าเลือกรถคลาสสิคแบบโบราณ ก็จะได้ชุดสูทหรือชุดราตรีแบบยุคเก่าให้ใส่เข้ากันกับรถด้วย หรือถ้าเลือกแบบขาร็อคก็จะเป็นชุดหนังในแบบชาวร็อคแอนโรลไว้ขี่ไปกับมอเตอร์ ไซค์เท่ห์ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบแต่งโรงรถตามใจชอบเพิ่มเข้ามาด้วย เอาไว้สำหรับจอดรถคันงามหรือมอเตอร์ไซค์ของชาวซิมส์ ซึ่งสามารถเลือกซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรถเพิ่มเอาได้ตามใจด้วย

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/